ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
น้ำมันเหลือง น้ำมันเขียว ยาใช้ภายนอกที่มากกว่ายาดม

น้ำมันเหลือง น้ำมันเขียว ยาใช้ภายนอกที่มากกว่ายาดม

กลิ่นหอมเย็นของ “น้ำมันเหลือง” หรือ “น้ำมันเขียว” อาจเป็นสิ่งคุ้นเคยสำหรับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเวลาเวียนหัว คลื่นไส้ เป็นลม หรือแค่อยากผ่อนคลาย แต่รู้ไหมว่ายาใช้ภายนอกที่ดูเรียบง่ายเหล่านี้ มีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด และยังเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาของแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าน้ำมันเหลือง น้ำมันเขียว ทำมาจากอะไร ใช้ต่างกันอย่างไร และสามารถดูแลสุขภาพได้หลากหลายกว่าที่เคยรู้

รู้จักน้ำมันเหลืองและน้ำมันเขียว

รู้จักน้ำมันเหลืองและน้ำมันเขียว

ทั้งน้ำมันเหลืองและน้ำมันเขียวเป็น “ยาใช้ภายนอก” ที่อยู่ในกลุ่มน้ำมันหอมระเหยหรือบาล์มไทย โดยพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องการปรับสมดุลธาตุร้อน-เย็นในร่างกาย ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการแพทย์แผนไทย

  • น้ำมันเหลือง เป็นน้ำมันที่มีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผสมสารสกัดจากพืชตระกูลเปลือกไม้ เช่น การบูร พิมเสน ตะไคร้ และน้ำมันยูคาลิปตัส
  • น้ำมันเขียว เป็นน้ำมันที่มีสีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม ขึ้นอยู่กับสูตร ผสมกลิ่นสมุนไพรเย็น ๆ เช่น เปปเปอร์มินต์ เมนทอล น้ำมันระกำ และพิมเสน

น้ำมันเหลือง หอมอุ่น ผ่อนคลาย บรรเทาเวียนหัว

น้ำมันเหลืองนิยมใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอาการวิงเวียน ปวดเมื่อย ปวดหัวแบบไม่รุนแรง เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ให้ความรู้สึกอุ่นแต่ยังแฝงด้วยความเย็น

ประโยชน์หลักของน้ำมันเหลือง

  • บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด
  • แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียนเล็กน้อย
  • ทาแก้เคล็ดขัดยอก หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ทาไล่ยุง แมลง หรือบรรเทาอาการคันจากแมลงกัด
  • นวดเบา ๆ บริเวณขมับ หน้าผาก ไหล่ ต้นคอเพื่อคลายเครียด
น้ำมันเขียว เย็นสดชื่น เหมาะกับอาการร้อนเกิน

น้ำมันเขียว เย็นสดชื่น เหมาะกับอาการร้อนเกิน

น้ำมันเขียวจะให้ความรู้สึกเย็นมากกว่า เหมาะกับคนที่มีอาการร้อนใน ปวดหัวจากอากาศร้อน หรือแมลงกัดต่อย โดยเฉพาะเด็กวัยเรียน หรือคนที่ออกแดดนาน ๆ

ประโยชน์หลักของน้ำมันเขียว

  • ดมบรรเทาอาการเป็นลม หรืออ่อนเพลียจากอากาศร้อน
  • ทาบริเวณที่แมลงกัด ช่วยลดคัน ลดบวมแดง
  • ใช้ทาเพื่อคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
  • บรรเทาอาการแน่นจมูก หรือคัดจมูกในผู้ที่เป็นหวัด

น้ำมันหอม ไม่ใช่แค่ “ดม” แล้วจบ

การใช้น้ำมันเหลืองหรือเขียวแค่ดมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้ “แตะ ทา นวด” ก็สำคัญไม่แพ้กัน และบางกรณีก็ได้ผลดีกว่า

1. ดม
ช่วยกระตุ้นประสาทรับกลิ่น ส่งผลต่อสมองให้ผ่อนคลาย โดยเฉพาะเมื่อมีอาการวิงเวียน หรืออ่อนเพลีย

2. ทา
บริเวณขมับ ต้นคอ ไหล่ หรือจุดที่ปวดเมื่อย จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดการอักเสบ

3. นวดเบา ๆ
สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อเฉพาะจุด การนวดด้วยน้ำมันจะช่วยคลายกล้ามเนื้อ และให้ความรู้สึกสบาย

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยภายนอก

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยภายนอก

การเลือกน้ำมันที่มีส่วนผสมชัดเจน ผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และไม่ผสมสารอันตรายหรือสีสังเคราะห์ จะช่วยให้การใช้งานปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ยาสามัญประจำบ้าน แต่ก็ควรใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มต่อไปนี้

  • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการทาน้ำมันที่มีเมนทอลหรือการบูร
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดวงตา เยื่อบุ หรือบริเวณแผลเปิด
  • ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินไปหรือทาบ่อยจนผิวระคายเคือง
  • หากมีอาการแพ้ เช่น ผื่นแดง แสบ ควรหยุดใช้ทันที

น้ำมันเหลืองและน้ำมันเขียวจะมีความคล้ายกัน แต่ความต่างของสูตร กลิ่น และฤทธิ์เย็นร้อน ก็ทำให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างกันไป หากคุณเป็นคนที่ปวดเมื่อยง่าย นอนหลับยาก หรือรู้สึกเหนื่อยล้า น้ำมันเหลืองจะให้ความรู้สึกอุ่นนุ่มและผ่อนคลายกว่า แต่หากคุณเป็นคนร้อนง่าย อยู่กลางแดด หรือเป็นหวัดบ่อย น้ำมันเขียวจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นโล่งสบายมากขึ้น การมีน้ำมันหอมติดบ้าน หรือติดกระเป๋าไว้จึงเป็นเหมือนการพกภูมิปัญญาไทยติดตัวเอาไว้ ใช้ได้ทั้งบรรเทาอาการเล็กน้อย และเติมความสบายใจในวันที่วุ่นวายได้ดี

เขียน/เรียบเรียง โดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *