ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
การรักษาโรคปริทันต์ วิธีดูแลและป้องกัน​

การรักษาโรคปริทันต์ วิธีดูแลและป้องกัน​

โรคปริทันต์เป็นปัญหาช่องปากที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนที่มีสุขอนามัยช่องปากไม่ดี หรือมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง เช่น สูบบุหรี่ เครียด หรือมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียฟัน หรือเกิดการติดเชื้อในช่องปากที่ลุกลามได้ โรคนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากอาการรุนแรง แต่ค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหงือกอักเสบ ลึกลงไปถึงเนื้อเยื่อและกระดูกที่ยึดฟัน ทำให้ฟันโยกและหลุดได้ในที่สุด การเข้าใจวิธีการรักษา ดูแล และป้องกันโรคปริทันต์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ

โรคปริทันต์คืออะไร

โรคปริทันต์คืออะไร

โรคปริทันต์ (Periodontal Disease) คือ โรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อโดยรอบฟัน รวมถึงเหงือก เยื่อบุรอบฟัน เอ็นยึดฟัน และกระดูกเบ้าฟัน โดยเริ่มจากเหงือกอักเสบ (Gingivitis)เป็นระยะเริ่มต้น ถ้าไม่ดูแล จะลุกลามเป็นโรคปริทันต์ในระยะลึก ส่งผลให้เหงือกร่น กระดูกละลาย และฟันเริ่มโยก

สัญญาณเตือนของโรคปริทันต์

  • มีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  • เหงือกบวม แดง หรือมีอาการเจ็บ
  • มีกลิ่นปากเรื้อรัง แม้แปรงฟันสม่ำเสมอ
  • เหงือกร่นจนเห็นโคนฟัน
  • ฟันเริ่มโยก หรือรู้สึกว่าฟันขยับได้
  • มีหนองไหลจากร่องเหงือก

สาเหตุของโรคปริทันต์

  • การสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่ไม่ได้ขจัดออก
  • การแปรงฟันไม่ทั่วถึง หรือละเลยการใช้ไหมขัดฟัน
  • การสูบบุหรี่ ซึ่งลดการไหลเวียนของเลือดที่เหงือก
  • ภาวะเครียดเรื้อรังที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันในช่องปาก
  • โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในหญิงตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือน
  • พันธุกรรมในบางคนที่มีแนวโน้มเหงือกอ่อนแอ
การรักษาโรคปริทันต์

การรักษาโรคปริทันต์

การรักษาจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของโรค แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. การรักษาในระยะเบื้องต้น (เหงือกอักเสบ)

ขูดหินปูน  เพื่อขจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่สะสมตามร่องเหงือก
ขัดฟัน  ช่วยให้ผิวฟันเรียบ ลดการสะสมของคราบ
ปรับพฤติกรรมสุขอนามัยช่องปาก  ทันตแพทย์จะแนะนำการแปรงฟัน และการใช้ไหมขัดฟันที่ถูกต้อง
ติดตามอาการเป็นระยะ  โดยนัดขูดหินปูนทุก 6 เดือนหรือเร็วกว่านั้นหากจำเป็น

2. การรักษาในระยะลุกลาม (โรคปริทันต์ลึก)

การรักษาโรคปริทันต์ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทันตแพทย์และผู้ป่วย โดยเฉพาะในช่วงหลังการรักษาที่ต้องดูแลช่องปากอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ

เกลารากฟัน (Root planing)  ใช้เครื่องมือทำความสะอาดใต้เหงือกให้ลึกถึงรากฟัน
การผ่าตัดเหงือก (Flap surgery)  ใช้ในกรณีที่ร่องเหงือกลึกเกินกว่าที่จะรักษาด้วยวิธีพื้นฐาน
การปลูกกระดูกหรือเยื่อบุ (Bone graft / Guided tissue regeneration)  ฟื้นฟูเนื้อเยื่อและกระดูกที่ถูกทำลาย
ให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย  เพื่อควบคุมการติดเชื้อในบางกรณี

วิธีดูแลหลังการรักษาโรคปริทันต์

  • แปรงฟันอย่างนุ่มนวล วันละ 2 ครั้ง โดยใช้แปรงขนอ่อน
  • ใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และจำกัดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  • พบทันตแพทย์ตามนัด และตรวจสภาพเหงือกสม่ำเสมอ
  • หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรควบคุมให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อเหงือก
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้
การป้องกันโรคปริทันต์

การป้องกันโรคปริทันต์

  • แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยแปรงขนนุ่มและยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • ตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนทุก 6 เดือน
  • งดสูบบุหรี่ และลดความเครียด
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวาน
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  • รักษาสุขภาพโดยรวม เช่น พักผ่อนให้พอ ดื่มน้ำ และออกกำลังกาย

โรคปริทันต์อาจดูเหมือนไม่รุนแรงในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา จะลุกลามจนถึงขั้นสูญเสียฟันได้ ดังนั้นการดูแลสุขอนามัยช่องปากให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ ตรวจฟันเป็นประจำ และเข้ารับการรักษาทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือน จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันและรักษาโรคนี้อย่างได้ผลค่ะ

เขียน/เรียบเรียง โดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *