ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
Heavy workloads, pressure, and the risk of depression: coping strategies that should not be overlooked

งานหนัก กดดัน เสี่ยงภาวะซึมเศร้า วิธีรับมือที่ไม่ควรมองข้าม

การทำงานหนัก อาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ความคาดหวังจากหัวหน้า หรือความรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในสายอาชีพ แต่เมื่อความเหนื่อยสะสมกลายเป็นความรู้สึก “ไม่อยากทำอะไรอีกต่อไป” หรือ “หมดแรงแม้แค่จะเริ่มต้นวันใหม่” อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเสี่ยงเข้าสู่ ภาวะซึมเศร้าจากความกดดันในการทำงาน โดยไม่รู้ตัว

Working hard is not a problem, but being under too much pressure is what is depressing.

ทำงานหนักไม่ใช่ปัญหา แต่กดดันเกินไป  คือสิ่งที่บั่นทอนใจ

ความรู้สึกเหล่านี้สะสมไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเครียดเรื้อรัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า เช่น

  • ต้องทำงานเกินเวลาโดยไม่มีวันพัก
  • ถูกตำหนิแม้จะพยายามเต็มที่
  • เป้าหมายงานเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่มีความมั่นคง
  • ขาดการยอมรับจากหัวหน้าหรือทีม
  • รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าในที่ทำงาน

ความกดดันในงาน ส่งผลต่สมองอย่างไร

เมื่อร่างกายเครียด สมองจะหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาเพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้กับความกดดันในระยะสั้น แต่หากอยู่ในภาวะนี้บ่อย ๆ ระดับคอร์ติซอลที่สูงต่อเนื่องจะส่งผลให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจ “ทำงานผิดปกติ”

3 ways to deal with pressure before it breaks your heart

3 วิธีรับมือกับความกดดัน ก่อนใจจะพัง

1. แยก “สิ่งที่ควบคุมได้” ออกจาก “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้”

ไม่ใช่ทุกปัญหาในที่ทำงานที่คุณต้องรับผิดชอบไว้คนเดียว ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่กำลังเครียดอยู่นั้น เราสามารถควบคุมได้จริงไหม?

  • ถ้าใช่ → วางแผน จัดลำดับ และค่อย ๆ ทำ
  • ถ้าไม่ใช่ → ปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกอำนาจ เช่น ความคาดหวังของคนอื่น หรือคำพูดที่เปลี่ยนไม่ได้

2. ฝึกหยุดพักอย่างมีคุณภาพ

หลายคนเข้าใจว่าพักคือการ “นอนเฉย ๆ” แต่ในความจริง การพักที่ดีควรมีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น

  • ออกไปเดินเล่นหลังเลิกงาน 10–15 นาที เพื่อให้สมองคลายความตึงเครียด
  • ปิดอุปกรณ์สื่อสารอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน
  • ทำกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้ใจสงบ เช่น ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ หรือวาดรูป

3. ยอมรับความรู้สึก และขอความช่วยเหลือเมื่อไม่ไหว

สังคมการทำงาน หลายคนถูกสอนให้ “เข้มแข็ง” และ “ห้ามแสดงความอ่อนแอ” แต่ความจริง คือการยอมรับว่า “เรากำลังไม่ไหว” ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ มันคือการรับผิดชอบต่อสุขภาพใจของตัวเอง

Adjust your thinking so that “work” doesn’t become a “burden”.

ปรับวิธีคิด เพื่อไม่ให้ “งาน” กลายเป็น “ภาระใจ”

  • มองงานเป็นเพียง “ส่วนหนึ่งของชีวิต” ไม่ใช่ “ทั้งหมดของชีวิต”
  • ให้คุณค่ากับความพยายาม ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
  • อย่าลืมชื่นชมตัวเองในทุกวันที่ยังลุกขึ้นมาทำสิ่งเดิมต่อได้
  • ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง ไม่เกินกำลัง

หากคุณเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำกำลังทำลายสุขภาพจิตของคุณ คุณมีสิทธิ์ที่จะหยุดพัก ไม่ว่าจะเป็นการลาพักร้อน การขอลดภาระชั่วคราว หรือแม้แต่การเปลี่ยนงาน สุขภาพจิตไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้ และไม่มีใครควรต้องแลกความสงบของใจเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ให้เวลากับตัวเอง และอย่าลืมว่าคุณมีค่ามากกว่าแค่ผลงานในออฟฟิศ

เขียน/เรียบเรียง โดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *