ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
JETRO identifies obstacles preventing Japanese medical technology from entering the Thai market and reveals strategies to expand new opportunities in the region.

JETRO ชี้อุปสรรคขวางเทคโนโลยีการแพทย์ญี่ปุ่นบุกตลาดไทย พร้อมเผยยุทธศาสตร์ขยายโอกาสใหม่ในภูมิภาค

ประเทศไทยจะเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์ของอาเซียน” และมีศักยภาพสูงในการรองรับเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ แต่รายงานล่าสุดจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO (Japan External Trade Organization) ได้เปิดเผยว่า บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเข้ามาลงทุนและขยายตลาดในไทย

The market that Japan considers the most attractive in ASEAN

ตลาดที่ญี่ปุ่นมองว่าน่าสนใจที่สุดในอาเซียน

JETRO พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 3 ประเทศหลักในเอเชียที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการลงทุนด้านการแพทย์มากที่สุด รองจากสิงคโปร์และเวียดนาม โดยมีจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่จำนวนมาก และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง ไทยยังมีนโยบาย “เศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียว (BCG Model)” ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสุขภาพและนวัตกรรมเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ (Aging Society) สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในกลุ่มเทคโนโลยีสุขภาพ เช่น อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูผู้สูงวัย หุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วย และระบบวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพด้วย AI

Four main obstacles facing Japanese technology in Thailand

อุปสรรคหลัก 4 ประการที่เทคโนโลยีญี่ปุ่นต้องเผชิญในไทย

1. ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและการรับรองผลิตภัณฑ์

บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากระบุว่า ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์การแพทย์ในไทยยังมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และต้องผ่านหลายหน่วยงาน ซึ่งแตกต่างจากระบบในญี่ปุ่นที่มี “ช่องทางเร่งรัดสำหรับนวัตกรรมใหม่” (Fast Track) สิ่งนี้ทำให้เทคโนโลยีที่ต้องอาศัยการอัปเดตซอฟต์แวร์หรืออัลกอริทึม AI เป็นระยะ ๆ ไม่สามารถเข้ามาทำตลาดได้อย่างรวดเร็ว

2. ช่องว่างด้านข้อมูลทางการแพทย์ (Data Gap)

เทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องใช้ “ข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data)” เพื่อพัฒนาอัลกอริทึมการวิเคราะห์ แต่ในไทย ระบบการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลยังไม่เป็นหนึ่งเดียว การขาดฐานข้อมูลสุขภาพแบบเปิด (Open Health Data) ทำให้บริษัทต่างชาติไม่สามารถเชื่อมต่อระบบของตนเข้ากับโรงพยาบาลไทยได้โดยตรง ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำระบบ AI Diagnosis, Smart Imaging หรือ Remote Monitoring มาใช้งานจริง

3. ข้อจำกัดด้านบุคลากรเทคนิค

ไทยจะมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก แต่ยังขาดผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบ AI, Machine Learning และ IoT ด้านสุขภาพ ทำให้การนำเทคโนโลยีญี่ปุ่นเข้ามาใช้งานจริงต้องอาศัยทีมจากญี่ปุ่นมาดำเนินการติดตั้งและดูแล JETRO ระบุว่า ปัญหานี้ทำให้ต้นทุนการลงทุนในไทยสูงขึ้น และลดความต่อเนื่องของการให้บริการหลังการขาย

4. ความแตกต่างทางวัฒนธรรมองค์กร

บริษัทญี่ปุ่น มีรูปแบบการดำเนินงานที่เน้นมาตรฐานสูงและขั้นตอนละเอียด ในขณะที่โรงพยาบาลไทยโดยเฉพาะภาคเอกชนต้องการระบบที่ “ใช้งานง่ายและรวดเร็ว” จึงเกิดช่องว่างในการประสานงานและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดไทยโดยตรง JETRO แนะนำว่าบริษัทญี่ปุ่นควร “สร้างทีมพัฒนาท้องถิ่น” ในไทย เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานและบริบทของบุคลากรแพทย์ไทยให้ลึกซึ้งมากขึ้น

Japan's new strategy for expanding the health technology market

ยุทธศาสตร์ใหม่ของญี่ปุ่นในการขยายตลาดเทคโนโลยีสุขภาพ

มีอุปสรรคหลายด้าน แต่ JETRO ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงมองไทยเป็น “ฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการแพทย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และกำลังวางยุทธศาสตร์ใหม่ 3 ด้านหลักในการขยายตลาด ได้แก่

1. สร้างพันธมิตรกับโรงพยาบาลและสตาร์ตอัพไทย

บริษัทญี่ปุ่นจะเน้นการ “ร่วมลงทุนหรือร่วมวิจัย” กับหน่วยงานไทย เช่น โรงพยาบาลเอกชน มหาวิทยาลัยการแพทย์ และสตาร์ตอัพด้าน HealthTech เพื่อทดสอบเทคโนโลยีจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะในด้านการวินิจฉัยด้วย AI, Telemedicine และระบบวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ

2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสุขภาพร่วม (Health Data Platform)

JETRO ผลักดันแนวคิด “ASEAN Health Data Corridor” เพื่อสร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้บริษัทญี่ปุ่นเข้าถึงข้อมูลเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่น

ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศนำร่องในโครงการนี้ เนื่องจากมีความพร้อมด้านระบบดิจิทัลและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยี IT มานาน

3. ตั้งศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ญี่ปุ่นในไทย

ภายในปี 2026 ญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้ง “Japan Medical Innovation Center – Thailand Hub” ในเขตอีอีซี (EEC) เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยจะเน้นเทคโนโลยี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • อุปกรณ์ฟื้นฟูสุขภาพ (Rehabilitation Robotics)
  • การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine)
  • ระบบตรวจวินิจฉัยอัจฉริยะด้วย AI

สำหรับญี่ปุ่น การก้าวข้ามความท้าทายในไทย คือโอกาสทองที่จะขยายสู่ตลาดเอเชียทั้งภูมิภาค สำหรับไทย นี่คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับระบบสาธารณสุขให้เทียบเท่ามาตรฐานโลก ด้วยเทคโนโลยีที่ผสานความแม่นยำและความใส่ใจในมนุษย์

เขียน/เรียบเรียงโดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *