ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
ความเชื่อผิดๆ _มะเร็ง_ ไม่จำเป็นต้องมีก้อนเนื้อเสมอไป

ความเชื่อผิดๆ “มะเร็ง” ไม่จำเป็นต้องมีก้อนเนื้อเสมอไป

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็ง” ก็มักนึกถึงก้อนเนื้อที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นหรือคลำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งหลายชนิด ไม่มีลักษณะเป็นก้อน และบางครั้ง อาการก็เงียบมาก จนตรวจพบในระยะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด และอาจพลาดการตรวจหรือการรักษาในระยะเริ่มต้นที่ควรจะดีที่สุด วันนี้เราได้มีคำแนะนำทั้งเรื่องของวิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นและยาต้าน การรักษามะเร็งหลายกลุ่มค่ะ 

มะเร็งอะไรที่ไม่จำเป็นต้องมีก้อนเนื้อ

มะเร็งอะไรที่ไม่จำเป็นต้องมีก้อนเนื้อ

แม้ภาพจำของหลายคนคือมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมากที่สามารถคลำเจอก้อน แต่มะเร็งหลายชนิด ไม่มีลักษณะเป็นก้อนเลย 

1. มะเร็งเม็ดเลือด (Leukemia)

มะเร็งเม็ดเลือด คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูก ซึ่งมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด มะเร็งเม็ดเลือดไม่จำเป็นต้องมี “ก้อนเนื้อ” เหมือนมะเร็งชนิดอื่น เป็นความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ซีด เหนื่อยง่าย มีจ้ำเลือด

ยาที่ใช้กับมะเร็งเม็ดเลือด

  • Imatinib (Gleevec) ยาต้านมะเร็งกลุ่ม targeted therapy สำหรับผู้ป่วยบางชนิด เช่น CML (Chronic Myeloid Leukemia) โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของโปรตีนผิดปกติในเซลล์มะเร็ง
  • Cytarabine เคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งเม็ดเลือดเฉียบพลัน (AML)

ข้อมูลอ้างอิง: National Cancer Institute – Leukemia Treatment Overview

2. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)

เป็นการกลายพันธุ์ของเซลล์ในระบบน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลือง ม้าม อาจไม่มี “ก้อน” ชัดเจนในระยะแรก แต่ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด หรือมีต่อมน้ำเหลืองโตแบบไม่เจ็บ

ยาที่ใช้กับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

  • Rituximab ยากลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี ใช้รักษา Lymphoma ชนิด B-cell โดยเข้าไปจับโปรตีนบนผิวเซลล์มะเร็ง
  • CHOP regimen ชุดยาเคมีบำบัดมาตรฐาน (Cyclophosphamide, Doxorubicin, Vincristine, Prednisolone) สำหรับรักษา NHL (Non-Hodgkin’s Lymphoma)

3. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (CLL)

บางรายไม่แสดงอาการนานหลายปี ตรวจพบโดยบังเอิญจากผลเลือด ไม่มี “ก้อน” ชัดเจน หรืออาจมีเพียงต่อมโตเล็ก ๆ เท่านั้น

ยาที่ใช้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง

  • Ibrutinib ยากลุ่ม BTK inhibitors ยับยั้งการส่งสัญญาณของเซลล์มะเร็ง ใช้ในผู้ป่วย CLL ที่มีการกลายพันธุ์เฉพาะ
  • Obinutuzumab ยาแอนติบอดีใช้ควบคู่กับยาอื่น ๆ สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัด
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง?

เพราะมะเร็งหลายชนิด ไม่แสดงอาการแบบชัดเจนหรือมีก้อนให้เห็น ลองการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ว่าเรามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • ซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตนานเกิน 2 สัปดาห์
  • ไข้ต่ำ ๆ ต่อเนื่องหลายวันโดยไม่มีสาเหตุ
  • มีจ้ำเลือดหรือเลือดออกง่าย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ

หากมีอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดหรือพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น CBC (ตรวจเม็ดเลือด), การเจาะไขกระดูก, หรือ CT scan ตามดุลยพินิจของแพทย์

ทำไมถึงต้องเริ่มรักษาเร็ว แม้ไม่มีอาการหนัก?

มะเร็งในระยะเริ่มต้นมัก ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า ใช้ยาน้อยกว่า เสี่ยงผลข้างเคียงน้อยกว่า และอัตรารอดชีวิตสูงกว่า การรอจนมี “ก้อน” หรืออาการชัดเจนก่อน อาจทำให้มะเร็งลุกลามไปยังระบบอื่น

ตรวจคัดกรองมเร็งเบื้องต้น ทำได้ยังไง และต้องเริ่มเมื่อไร

การตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มต้น สามารถช่วยให้พบความผิดปกติก่อนที่จะแสดงอาการชัดเจน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “รักษาได้ง่ายและมีโอกาสหายขาดสูง”

1. ตรวจเลือดแบบทั่วไป (CBC – Complete Blood Count)

ใช้ดูความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด เช่น เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ ซีดผิดปกติ หรือเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งไขกระดูก สำหรับ
ผู้ที่เหนื่อยง่าย ซีดเรื้อรัง มีจ้ำเลือดง่าย น้ำหนักลดเร็ว

2. ตรวจโปรตีนจำเพาะในเลือด (Tumor Markers)

เช่น CEA, AFP, CA 19-9, CA 125 หรือ PSA ที่อาจสูงผิดปกติในผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งตับ ปอด รังไข่ ต่อมลูกหมาก

ข้อควรระวัง ไม่สามารถใช้วินิจฉัยได้โดยตรง แต่เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามผลเท่านั้น ต้องใช้ร่วมกับการซักประวัติและผลตรวจอื่น

3. เจาะไขกระดูก (Bone Marrow Biopsy)

มักใช้เมื่อตรวจเลือดพบความผิดปกติ และสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือด เช่น ลูคีเมีย หรือมัยอีโลมา แพทย์จะพิจารณา เป็นรายบุคคล ไม่ใช่การตรวจที่ใช้ในกลุ่มทั่วไป

การตรวจร่างกายทั่วไป + อัลตราซาวด์ _ CT _ MRI

4. การตรวจร่างกายทั่วไป + อัลตราซาวด์ / CT / MRI

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเฉพาะ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บกระดูก น้ำหนักลด แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือวินิจฉัยทางภาพ

5. ตรวจสุขภาพประจำปีร่วมกับการซักประวัติครอบครัว

หากมีประวัติมะเร็งในครอบครัว เช่น มะเร็งเต้านม ลำไส้ หรือรังไข่ ควรแจ้งแพทย์ เพราะอาจต้องตรวจเฉพาะทางเพิ่ม

การเฝ้าระวังมะเร็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับ “การคลำหาก้อน” อีกต่อไป การตรวจเลือดง่าย ๆ อาจช่วยให้เราเห็นสัญญาณที่ซ่อนอยู่ในร่างกายได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ถ้าเรารอจน “มีอาการ” บางครั้งอาจสายเกินแก้ เริ่มต้นจาก “การตรวจคัดกรองมะเร็งพื้นฐาน” จึงไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดกับชีวิตคุณ

การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และการฟังร่างกายตัวเอง คือสิ่งสำคัญในการพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ควรยึดติดกับภาพจำเดิม ๆ ว่ามะเร็งต้อง “คลำเจอก้อน” เสมอ โดยเฉพาะโรคอย่างมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งระบบเม็ดเลือดขาวที่ “เงียบ” และแอบซ่อนอยู่ได้อย่างแนบเนียน หากมีความสงสัยหรือไม่แน่ใจ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ เพราะในหลาย ๆ กรณี การรักษาที่เริ่มเร็ว สามารถยืดระยะเวลาในการใช้ชีวิตได้จริง

เขียน/เรียบเรียงโดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *