ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
ปวดท้องบ่อย ท้องผูก สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปวดท้องบ่อย ท้องผูก สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่

หลายคนอาจมองว่าอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือถ่ายไม่สุดเป็นแค่เรื่องของระบบย่อยอาหาร แต่รู้ไหม ว่าอาการแบบนี้อาจเป็น “สัญญาณเตือนเงียบ ๆ” ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะมะเร็งชนิดนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ล่วงหน้า และมีโอกาสรักษาหายสูงหากพบตั้งแต่เนิ่น ๆ 

อาการเบื้องต้นที่ควรหันมาสังเกต

อาการเบื้องต้นที่ควรหันมาสังเกต

หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยและต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะหากคุณอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติมะเร็งลำไส้ในครอบครัว ยิ่งควรเฝ้าระวัง

  • ปวดท้อง หรือจุกเสียดบริเวณท้องน้อยบ่อย ๆ
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือถ่ายไม่สุด
  • มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระมีลักษณะแปลกไป เช่น เรียวเล็กลง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ เบื่ออาหาร หรือเหนื่อยง่าย
  • ปวดหรือรู้สึกแน่นท้องตลอดเวลา

วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ เริ่มเมื่อไรดี

หากมีความเสี่ยงสูง เช่น เคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ หรือมีประวัติมะเร็งในครอบครัว อาจต้องเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี

  • ตรวจหาเลือดในอุจจาระ (FIT test หรือ FOBT) เป็นวิธีง่ายและไม่เจ็บ ใช้เก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจหาเลือดแฝง แนะนำให้ทำทุกปีตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) วิธีนี้ช่วยให้แพทย์เห็นลำไส้ใหญ่โดยตรง และสามารถตัดชิ้นเนื้อหรือก้อนเนื้อเล็ก ๆ ออกตรวจได้ทันที หากผลปกติสามารถเว้นการตรวจครั้งถัดไปได้ถึง 5–10 ปี
  • CT Colonography (การเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่แบบ 3 มิติ) เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกและเจ็บน้อย แต่หากพบสิ่งผิดปกติก็ยังต้องส่องกล้องซ้ำเพื่อเก็บตัวอย่าง

แนวทางการรักษา และชื่อยาที่ใช้ในกลุ่มมะเร็งลำไส้ใหญ่

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค แบ่งหลัก ๆ เป็นการผ่าตัด เคมีบำบัด และการให้ยามุ่งเป้า ซึ่งยาแต่ละตัวมีบทบาทต่างกัน  แพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดตามลักษณะของโรคและสุขภาพโดยรวมของแต่ละคน

  • 5-Fluorouracil (5-FU) เป็นยาเคมีบำบัดหลักที่ใช้กันมานาน ช่วยหยุดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
  • Capecitabine ยาแบบรับประทานที่เปลี่ยนเป็น 5-FU ในร่างกาย ใช้สะดวกและลดการต้องเข้ารับเคมีทางหลอดเลือด
  • Oxaliplatin ใช้ร่วมกับ 5-FU หรือ Capecitabine เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา โดยเฉพาะในมะเร็งระยะลุกลาม
  • Irinotecan ใช้ในกรณีที่มะเร็งไม่ตอบสนองต่อชุดยาแรก โดยจะยับยั้งเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์
  • Bevacizumab ยามุ่งเป้าแบบตัดเส้นเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง มักใช้ร่วมกับเคมีบำบัด
  • Cetuximab / Panitumumab ยาแบบ targeted therapy ใช้ในผู้ป่วยที่มีผลตรวจว่าไม่มียีน KRAS ผิดปกติ
ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้พลาดสัญญาณสำคัญ

ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้พลาดสัญญาณสำคัญ

  • หมั่นสังเกตระบบขับถ่ายของตัวเอง หากมีการเปลี่ยนแปลงนานเกิน 2 สัปดาห์ควรปรึกษาแพทย์
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และลดการกินเนื้อแดงปริมาณมากหรือลูกชิ้น ไส้กรอก
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และงดการสูบบุหรี่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ หากเราหมั่นใส่ใจอาการเล็ก ๆ ที่ร่างกายพยายามส่งสัญญาณมาให้เรา การพบแพทย์เร็ว คือโอกาสในการหายที่เพิ่มขึ้นอีกมาก

เขียน/เรียบเรียง โดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *