ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
TDEE คืออะไร ทำไมคนลดน้ำหนักควรรู้

TDEE คืออะไร ทำไมคนลดน้ำหนักควรรู้

การลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก หรือคุมรูปร่าง หลายคนคุ้นกับคำว่า BMR เป็นอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานของร่างกาย แต่BMR เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ใหญ่กว่า คือ TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือ พลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมดในแต่ละวัน จะเป็นตัวเลขสำคัญในการออกแบบแผนการกินและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

TDEE คืออะไร

TDEE คืออะไร

TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หมายถึง ปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน รวมทั้งพลังงานที่ใช้ในขณะพัก พลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรม และพลังงานที่ใช้ในกระบวนการย่อยอาหาร TDEE จะเป็นตัวบอกว่าแต่ละวันคุณสามารถกินพลังงานได้มากแค่ไหนโดยที่น้ำหนักคงที่ หรือถ้าต้องการลดหรือเพิ่มน้ำหนัก ควรลดหรือเพิ่มพลังงานจากค่า TDEE ประมาณเท่าไหร่

องค์ประกอบหลักของ TDEE

TDEE ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่

1. BMR (Basal Metabolic Rate)

คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานของร่างกาย ใช้สำหรับการทำงานพื้นฐาน การหายใจ การหมุนเวียนเลือด และการรักษาอุณหภูมิ คิดเป็นประมาณ 60–75% ของ TDEE

2. TEF (Thermic Effect of Food)

คือ พลังงานที่ใช้ในการย่อย ดูดซึม และเผาผลาญอาหาร คิดเป็นประมาณ 10% ของ TDEE

3. PA (Physical Activity)

คือ พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมทั้งหมด รวมถึงการออกกำลังกาย และการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน การเดินขึ้นบันได หรือการทำงานบ้าน คิดเป็นประมาณ 15–30% ของ TDEE

ทำไมการรู้ค่า TDEE ถึงสำคัญ

ทำไมการรู้ค่า TDEE ถึงสำคัญ

การรู้แค่ BMR ไม่เพียงพอ เพราะมันบอกแค่พลังงานที่ร่างกายใช้ในขณะพัก แต่ค่า TDEE จะบอกพลังงานที่ร่างกายใช้จริงทั้งหมดในแต่ละวัน ทำให้เราสามารถวางแผนการกินและการออกกำลังกายได้อย่างแม่นยำ

  • ลดน้ำหนัก → ควรลดพลังงานลงจากค่า TDEE ประมาณ 15–20%
  • เพิ่มน้ำหนัก → ควรเพิ่มพลังงานขึ้นจากค่า TDEE ประมาณ 10–15%
  • คงน้ำหนัก → กินเท่ากับค่า TDEE

วิธีคำนวณ TDEE

การคำนวณ TDEE มีขั้นตอนดังนี้

1. คำนวณค่า BMR

สามารถใช้สมการ Harris-Benedict หรือ Mifflin-St Jeor ซึ่งนิยมใช้กันมาก

2. คูณด้วยค่ากิจกรรม (Activity Factor)

ระดับกิจกรรมค่าตัวคูณ
นั่งทำงาน ไม่ออกกำลัง1.2
ออกกำลังกายเล็กน้อย 1–3 วัน/สัปดาห์1.375
ออกกำลังกายปานกลาง 3–5 วัน/สัปดาห์1.55
ออกกำลังกายหนัก 6–7 วัน/สัปดาห์1.725
ออกกำลังกายหนักมากหรือใช้แรงงาน1.9

TDEE = BMR × Activity Factor

ตัวอย่างการคำนวณ TDEE

ชายวัย 30 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 175 เซนติเมตร ออกกำลังปานกลาง (3–5 วัน/สัปดาห์)

  1. คำนวณ BMR (Mifflin-St Jeor)
    BMR = (10 × 70) + (6.25 × 175) – (5 × 30) + 5 = 1663 แคลอรี
  2. คำนวณ TDEE
    TDEE = 1663 × 1.55 = ประมาณ 2572 แคลอรี/วัน

หากต้องการลดน้ำหนัก ลดลงประมาณ 15–20% (ประมาณ 400–500 แคลอรี)
หากต้องการเพิ่มน้ำหนัก  เพิ่มขึ้นประมาณ 10–15% (ประมาณ 250–400 แคลอรี)

ประโยชน์ของการรู้ค่า TDEE

ประโยชน์ของการรู้ค่า TDEE

  • ลดการลองผิดลองถูกในการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนัก
  • วางแผนการกินได้แม่นยำขึ้น ไม่ต้องอดอาหารจนร่างกายขาดสารอาหาร
  • ช่วยให้การออกกำลังกายสอดคล้องกับเป้าหมาย ไม่ออกหนักเกินหรือเบาเกิน
  • ป้องกันโยโย่เอฟเฟกต์จากการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
  • ช่วยให้สุขภาพดีในระยะยาว

ข้อควรระวังในการใช้ค่า TDEE

  • ตัวเลขที่คำนวณได้เป็นเพียงค่าโดยประมาณ อาจแตกต่างตามพันธุกรรมและสภาวะร่างกาย
  • ไม่ควรลดแคลอรีต่ำกว่าค่า BMR เพราะจะทำให้ระบบเผาผลาญช้าลง
  • ควรปรับแผนตามผลลัพธ์จริง โดยสังเกตจากน้ำหนัก รอบเอว และความรู้สึกของร่างกาย
  • ควรคำนึงถึงคุณภาพอาหาร ไม่ใช่แค่ตัวเลขแคลอรี

TDEEเป็นสิ่งที่สำคัญในการวางแผนสุขภาพ หากคุณต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก หรือคงรูปร่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้ว่าแต่ละวันร่างกายใช้พลังงานเท่าไหร่ การรู้ค่า TDEE จะช่วยให้คุณออกแบบการกินและการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

 เขียน/เรียบเรียง โดย: ClinicInsights.asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *