ClinicInsights.asia

Logo Footer Clinic Insights
ด่วน! สธ. ยกระดับเฝ้าระวัง _ไข้กาฬหลังแอ่น_ หลังพบเคสเสียชีวิตพุ่ง เผย 3

ด่วน! สธ. ยกระดับเฝ้าระวัง “ไข้กาฬหลังแอ่น” หลังพบเคสเสียชีวิตพุ่ง เผย 3 สัญญาณอันตรายที่ห้ามมองข้าม

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่าในปีนี้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย จากผู้ป่วยยืนยัน 5 ราย ซึ่งถือเป็น อัตราการตายที่สูงถึง 60% สาเหตุหลักเกิดจากการเข้ารับการรักษาล่าช้าเนื่องจากอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา

3 สัญญาณอันตราย เช็กด่วน ห้ามรอถึงพรุ่งนี้

3 สัญญาณอันตราย เช็กด่วน ห้ามรอถึงพรุ่งนี้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “เวลา” คือตัวตัดสินชีวิต หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันหรือลุกลามอย่างรวดเร็ว ให้รีบพบแพทย์ทันที

1. ไข้สูงเฉียบพลัน + ปวดหัวรุนแรง 

ไข้จะขึ้นสูงอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างหนักจนยาทั่วไปเอาไม่อยู่ และอาจมีอาการอาเจียนพุ่ง

2. คอแข็ง (Stiff Neck)

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตึงที่ต้นคออย่างมาก จนไม่สามารถก้มคอให้คางชิดหน้าอกได้ ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบที่เยื่อหุ้มสมอง

3. ผื่นเลือดออก (Purple Rash)

จุดเด่นที่สุดคือมีจุดแดงหรือม่วงคล้ายรอยช้ำปรากฏตามตัว และ “เมื่อกดแล้วสีไม่จางลง” ผื่นนี้จะลามเร็วมาก ซึ่งแสดงว่าเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว

สธ. สั่งการรุกหนัก 3 ด้าน

  1. Active Case Findin ส่งทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ทันทีที่พบเคส เพื่อให้ยาป้องกันแก่ผู้สัมผัสใกล้ชิดภายใน 24 ชั่วโมง
  2. Smart Surveillance ใช้ระบบ AI ติดตามคลัสเตอร์ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายจากฐานข้อมูลโรงพยาบาลทั่วประเทศ
  3. Vaccine Awareness รณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศหรืออาศัยในที่แออัด) เข้ารับวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมสายพันธุ์ที่ระบาด

โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวถ้าตรวจพบไว ยาปฏิชีวนะปัจจุบันสามารถรักษาได้ผลดีมากหากได้รับยาในช่วง 24 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ ตัวแทนจากกรมควบคุมโรคระบุ

วิธีป้องกันตัวเองในเบื้องต้น

วิธีป้องกันตัวเองในเบื้องต้น

  • สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในที่ชุมชนหรือพื้นที่แออัด เนื่องจากเชื้อติดต่อผ่านฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย
  • แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่

อ้างอิงข้อมูล LINE TODAY  

เขียน/เรียบเรียง โดย: ClinicInsights.asia 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *